ความสุขอย่างหนึ่งของครอบครัวผม คือ การได้กินของอร่อยๆร่วมกันครับ
มื้อพิเศษของเรามักจะหนีไม่พ้นอาหารทะเลเจ้าประจำ
ไป“ร้านแดง”ที่แม่กลองทีไร ต้องสั่งปูม้าตัวโตๆเมนูโปรดประจำบ้านไว้ล่วงหน้า เพราะภรรยาและลูกๆทุกคนชอบมาก โดยผมทำหน้าที่มือวางอันดับหนึ่งในการแกะ
เนื้อแน่นอร่อยที่สุดของปูมักจะอยู่ที่ตรงก้าม
ทุกครั้งที่กินปูใจผมนึกอยากให้ขาที่เหลือของปูกลายร่างเป็น 8 ก้าม จะได้แกะกินให้อร่อยจนหนำใจ แต่รูปร่างมันก็คงจะพิลึกกึกกือน่าดู...
ว่าไหมครับ ราคาของปูจะถูกหรือแพงก็ดูกันที่ขนาดของ 2 ก้ามนี่แหละ ส่วน 8 ขาลีบๆ ของมันเมื่อขึ้นมาวางบนโต๊ะอาหารแล้วแทบไม่มีประโยชน์อะไร
ต่างกับตอนที่พวกมันยังมีชีวิต 8 ขาของปูกลับมีค่ามากกว่า 2 ก้ามของมัน เพราะปูใช้ 8 ขาในการดำรงชีวิตส่วนใหญ่เพื่อพาตัวมันเองเดินไปไหนมาไหน ส่วน 2 ก้ามมีค่าเอาไว้คอยชูขึ้นเหนือหัวขู่คู่ต่อสู้เสียมากกว่า
จะว่าไป 2 ก้ามกับ 8 ขาของปูก็คล้ายกับหลักการบริหารจัดการธุรกิจที่เรียกว่า “ทฤษฎีทองคำ 80 : 20”
นักการตลาดหลายคนคงรู้จักทฤษฎีนี้..เป็นทฤษฎีสากลที่มีมานานแล้ว
ผมเคยลองสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำธุรกิจ ก็พบว่าตัวเลขนี้ยังเป็นตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียวครับ
ตัวอย่างหนึ่งที่ตรงกับประสบการณ์ผม คือ การบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหาร
สมมติถ้าในร้านมีรายการอาหารสัก 100 เมนู ผมพบว่าเมนูที่ขายดีจริงๆ มักจะเป็น 20 รายการแรกที่ติดชาร์ตอยู่หัวตาราง คิดเป็นยอดขายถึง 80 % ส่วนยอดขายอีก 20 %จะมาจาก80 รายการที่เหลืออยู่ท้ายตาราง
80 รายการนี้ไม่ว่าจะตัดออกหรือคงไว้ มักจะไม่ค่อยมีนัยสำคัญสักเท่าไหร่ แต่ 20 รายการขายดีเป็น20 เมนูสำคัญที่ต้องเอาใจใส่มากที่สุด
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมพบ คือ เรื่องต้นทุนค่าใช้จ่าย ถ้าให้ฝ่ายจัดซื้อลองลิสต์รายการค่าใช้จ่ายที่เยอะที่สุดก็พบว่ามักจะกระจุกอยู่ที่ 20 รายการแรก สมมติถ้ามีของเป็นพันรายการ จะมีสินค้าอยู่ 200 รายการที่เราใช้จ่ายเงินเยอะที่สุด
เมื่อใดก็ตามที่งบกำไรขาดทุนกำลังมีปัญหา ขอเพียงต้องรู้จักโฟกัสให้ถูกจุด
อะไรคือสิ่งสำคัญ 20 รายการแรกที่อยู่หัวตารางในธุรกิจที่ทำอยู่ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขกลยุทธ์การขายหรือลดต้นทุน
เพราะหากมัวเสียเวลารื้อรายการสินค้าทั้งระบบเพื่อวางกระบวนท่าใหม่ ทำแบบนั้นก็คงไม่ทันการแข่งขันไปแล้ว
หลักของตัวเลขทฤษฎี 80:20 ยังใช้ได้กับการมองทรัพยากรบุคคลในบริษัท ลองสังเกตจะพบว่าพนักงานจำนวน 20% ในองค์กรมีความสามารถในการสร้างยอดขายได้ถึง 80% ส่วนพนักงานที่เหลืออีก 80% กลับสร้างยอดขายได้แค่ 20%
พนักงาน 20% ระดับครีมๆหัวกะทินั้นเป็นจอมวิทยายุทธ์ที่แฝงตัวอยู่ทุกระดับตามแผนกต่างๆ
ผู้บริหารจะต้องค้นให้พบแล้วหาทางปั้นพวกเขาขึ้นมา มอบโอกาสในการเติบโตในสายงานอย่างเต็มที่ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าที่จะสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรต่อไป
แต่ใช่ว่าอีก 80% ที่เหลือจะไม่มีค่านะครับ พวกเขาก็เป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่จะช่วยกันผลักดันให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น
แต่จะหาวิธีมาจัดการกับ 80%นี้ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างไร เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารต้องทำหน้าที่เป็นโค้ช
บางคนเข็นได้บ้างไม่ได้บ้างก็ประคับประคองกันไป
แต่ถ้าไม่เก่งแล้วยังนิสัยไม่ดี แถมยังไม่ขวนขวายพัฒนาปรับปรุงตัวอีก
คุณคิดว่าพนักงานแบบนี้ควรเก็บไว้ในองค์กรไหมครับ?
ชั่วโมงอร่อยกับปูม้าจานโตมื้อนั้น ยังทำให้ผมนึกเปรียบเทียบ“ก้ามปู”ทั้ง 2 ข้างกับการบริหารชีวิต
ระหว่างทุ่มเทกับการเรียนการทำงานกับการพักผ่อนเที่ยวเตร่สนุกสนาน
ระหว่างการใช้ชีวิตที่มีประโยชน์กับเฮฮาไปวันๆกับเรื่องไร้สาระ
อะไรคือ 80% ในชีวิตที่เราควรให้น้ำหนัก และอะไรคือ 20%ที่เราควรให้ความสำคัญ..
ทุกอย่างในชีวิตเราล้วนมีสัดส่วนของมันที่เหมาะสม
หลายครั้งผมเห็นเด็กวัยรุ่นและหนุ่มสาวหลายคนมักจะติดกับรสชาติชีวิตแบบรักสนุก จนใช้ชีวิตผิดสัดผิดส่วน ล้มคว่ำคะมำไม่เป็นท่าน่าเสียดาย
ไม่ต่างจากปูที่อยู่ในจาน ถึง“ก้ามปู”จะอร่อยนักหนา แต่คงเปลี่ยนขาทุกขาของมันให้กลายเป็น“ก้าม”อย่างใจเราคงเป็นไม่ได้
ปูจะเป็นปูที่สมบูรณ์มันต้องมีทั้งก้าม 2 ก้ามกับขา 8 ขา
กฎธรรมชาติข้อนี้สอนให้เราได้เรียนรู้ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น